ประกันรถ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมายืนเท้าถึงความพร้อมการผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ตามระบบรีทอร์ฟิตหรือการติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีหลังรถยนต์ผ่านกระบวนการผลิตของโรงงานแล้ว เชื่อของกินเล่นกินได้เลยว่า จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์และเชื้อเพลิงของบุรีไทย
พลัน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมายืนยันถึงความพร้อมการผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ตามระบบรีทอร์ฟิตหรือการติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีหลังรถยนต์ผ่านกระบวนการผลิตของโรงงานแล้ว เชื่อฟังขนมกินได้เลยว่า จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์และเชื้อเพลิงของเมืองไทย
ฟันธงได้เลย คราวหน้ารถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจะแลกเปลี่ยนดี ประเทศสยามจะลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีซึ่งเป็นพลังงานที่ผลิตได้จากอ่าวไทย เพราะ
ประการแรก ค่าขายเอ็นจีวีถูกกว่าน้ำมันและก๊าซแอลพีจีอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเอ็นจีวีขายกิโลกรัมละ 8.50 บาทหรือ 4.47 บาทต่อลิตร ก๊าซแอลพีจีลิตรละ 9.50 บาท เบนซินลิตรละ 30 บาท แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 28 บาท
อดีตที่ผ่านมาช่วงปี 2517 จนถึง 2522 ยุคมรสุมกาลน้ำมันครั้งแรก น้ำมันเป็นของซื้อของขายการเมืองที่รัฐบาลใช้สืบคะแนนเสียง จึงมีการอุดหนุนราคาน้ำมันน้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่ำกว่าเบนซินหลายบาทต่อลิตร ช่วงนั้นรถเปลี่ยนเครื่องมือยนต์เบนซินเป็นเครื่องมือดีเซลมากจนกระทั่งโครงสร้างการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศ \”ผิดเบี้ยว\” ก่อปัญหาตามมาอีกมากมายจนรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้องปลดล็อกการอุดหนุนราคาดีเซล
ฉะนั้น \”ราคาเอ็นจีวี\” จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมการยัด นอกจากนี้แคมเปญของ ปตท.ซึ่งอุดหนุนค่าติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีคันละไม่เกิน 5 หมื่นบาทจะช่วยเสริมอีกแรง เท่ากับว่าเจ้าของรถยนต์ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นมีแต่ประหยัดเงินก้อนในกระเป๋าตัวเองในระยะยาว
ประการสอง โตโยต้าออกลงมาการันตีให้ความมั่นหฤทัยด้านเทคโนโลยีกับเจ้าของรถ เพราะที่ผ่านมาเจ้าของรถมีความตึงเครียดว่า ใช้เอ็นจีวีแล้วอายุใช้งานเครื่องยนต์จะหดสั้นลง ทั้งนี้ตามข้อมูลของวิศวกรโตโยต้ามีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กนิดหน่อยปัญหานี้จะตรึกไป
กล่าวคือ จะต้องเปลี่ยนบ่าวาล์วที่ทำจากวัสดุอ่อนเป็นทำจากวัสดุแข็ง และปรับโปรแกรมจุดระเบิดของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กันระหว่างน้ำมันกับก๊าซเอ็นจีวีใหม่ ปรับเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีจะมีประสิทธิภาพยังกับใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้โตโยต้ากำลังออกแบบเพื่อผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจากโรงงานโดยตรง ซึ่งจะออกแบบให้รถมีถังบรรจุมากขึ้น แนวโน้มดีไซน์รถรุ่นใหม่จะเก็บถังเอ็นจีวีไว้เต็มใต้ท้องรถ หากแก้ไขจุดนี้สำคัญถือว่าเปอร์เฟ็กต์
เมื่อ \”ราคา\” หมายความว่าแรงผลัก ความพร้อมของเทคโนโลยีจะเป็นแรงดึงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะสถานีบริการเอ็นจีวีคือ คอขวดใหญ่ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ปตท.
คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บิ๊กบอส ปตท.บอกว่า ปี 2550 ปตท.จะให้บริการเอ็นจีวีได้ทั่วประเทศ โดยใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติตามภูมิภาคต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลางกลาง อาทิ แหล่งอ่าวไทย ป้อนภาคกลาง ตะวันออก ภาคตะวันตก ส่วนใต้ แหล่งกำแพงเพชร ป้อนภาคเหนือ แหล่งอุดร ป้อนภาคอีสาน
ผู้บริหาร ปตท.ย้ำอีกว่า ขณะนี้ ปตท.พละกำลังเจรจากับเจ้าที่ดินรายใหญ่หลายรายเพื่อร่วมลงทุนทำปั๊มเอ็นจีวีทั่วประเทศ โดยแปลงธรณีเป็นหุ้น ปตท.ลงเงินสดสร้างปั๊มแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนหุ้น ทั้งนี้ที่ต้องใช้ที่ดินแปลงใหญ่เพราะต้องมีหัวจ่ายก๊าซมากจึงจะมีกำไรเพราะรถแต่ละคันใช้เวลาเติมเอ็นจีวี 10 นาที
เชื่อฟังหรือยังว่าจะมีการ \”ปฏิวัติ\”เร็วๆ นี้ แต่ไม่ใช่ยึดประภาพนะครับ เขาปฏิรูปวงการรถยนต์และเชื้อเพลิงกันฮึ่ม
คุ้นสงสัยกันบ้างไหมว่า รถยนต์ที่เราซื้อไปแต่ละคันนั้น เราได้จ่ายภาษีต่างๆ ที่รวมอยู่ในราคารถยนต์นั้นเป็นจำนวนเท่าไร เรามีข้อมูลการเก็บภาษีของภาครัฐที่จัดเก็บจากสินค้าประเภทรถยนต์มานำเสนอ ซึ่งเมื่อดูแล้วจะทราบถึงสาเหตุที่เราต้องซื้อรถยนต์ที่ราคาสูงกว่าประเทศอื่นเขา
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า รถยนต์ที่เราซื้อไปแต่ละคันนั้น เราได้จ่ายภาษีต่างๆ ที่รวมอยู่ในราคารถยนต์นั้นเป็นจำนวนเท่าไร เรามีข้อมูลการตุนภาษีของภาครัฐที่จัดเก็บจากของซื้อของขายประเภทรถยนต์มานำเสนอ ซึ่งเมื่อดูแล้วจะทราบถึงสาเหตุที่เราต้องซื้อรถยนต์ที่ราคาสูงกว่าประเทศอื่นเขา โครงแปลงการคิดภาษีรถยนต์ในประเทศไทยจะพิภัชออกเป็น 2 ข้อความ ดังนี้
เฟอรารี่ 612 สคาเลียตติ ในเมืองไทยราคาตวง 28 ล้านบาท ขณะที่ในอังกฤษค่าประมาณ 10 ล้านบาท
กรณีที่ 1 รถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ การคิดภาษีสำหรับรถนำเข้านั้น จะคิดจากราคา CIF (Cost + Insurance + Freight) ซึ่งก็คือ ราคาขายของรถ บวกด้วยค่าอากร ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจากต่างประเทศ มาถึงที่ท่าเรื่อที่ประเทศไทย ราคา CIF นี้จะถูกระบุไว้ในเอกสารการนำเข้า ในที่นี้สมมติให้ราคา CIF เท่ากับ 100 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายจะประกอบไปด้วย 1. อากรขาเข้า ภาษีแรกที่ผู้นำเข้าต้องจ่าย ณ ท่าเรือก่อนนำรถออกจากท่าเรือเข้ามาในประเทศในอัตรา 80% ของราคา CIF ซึ่งเท่ากับ 80 บาท 2. ภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรมศุลกากรจะทำการเก็บภาษีนี้ พร้อมกับอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตนี้จะถูกเก็บในอัตราต่างกันตั้งแต่ 30-50% ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ หรือขนาดเครื่องยนต์ (ดูตารางการคำนวณภาษีประกอบ) เช่น รถยนต์ขนาดไม่เกิน 2000 ซีซี ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 30%ของราคา CIF รวมกับภาษีอากรขาเข้า โดยใช้สูตรการคำนวณการจัดเก็บที่เรียกว่า “ฝังใน” คือ = (100+80)x30% 1 – (1.1×30%) 3. ภาษีมหาดไทย ชื่อภาษีมีที่มาจากภาษีที่เก็บได้นี้ถูกนำไปบริหารประเทศโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภาษีมหาดไทยจะคิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% ของราคา CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย ซึ่งเมื่อรวมภาษีทั้ง 4 ชนิดเข้าด้วยกันแล้ว จากราคารถสมมุติที่ 100 บาทจะกลายเป็น 287.5-428.0 บาท(ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ) ซึ่งมูลค่าดังกล่าวนี้ยังไม่รวมอัตรากำไร และค่าดำเนินการอื่นๆ ของบริษัทผู้จำหน่าย ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นรถราคา 1 ล้านในเมืองนอกมาขายที่บ้านเราในราคา 3-4 ล้านบาท เพราะภาระภาษีมันสูงเช่นนี้นี่เอง
รถยนต์นำเข้าทั้งคัน (1) ราคานำเข้า (2)อากรนำเข้า (3)ภาษีสรรพสามิต (4)ภาษีมหาดไทย (5)ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคารถรวมภาระภาษีทั้งหมด (1)+(2)+(3)+(4)+(5)
ขนาดเครื่องยนต์ (บาท) (บาท) อัตราภาษี (บาท) (บาท) (บาท) (บาท)
ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ซีซี* 100 80 30% 80.60*** 8.1 18.8 287.5
ความจุกระบอกสูบ2,000 ซีซี แต่ไม่เกิน 2,500 ซีซี* 100 80 35% 102.44*** 10.2 20.5 313.14
ความจุกระบอกสูบ 2,500 ซีซี แต่ไม่เกิน 3,000 ซีซี* 100 80 40% 128.57*** 12.9 22.5 343.97
ความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ซีซี** 100 80 50% 200.00*** 20.0 28.0 428.0
* และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า ** และมีกำลังเครื่องยนต์เกิน 220 แรงม้า *** สูตรคำนวณการจัดเก็บแบบ “ฝังใน”
โตโยต้า วีโก้ ราคา 861,000 บาท มูลค่าภาษีประมาณ 3-4 แสนบาท
กรณีที่ 2 รถที่ผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตจะนำชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาจากต่างประเทศเป็นบางรายการ ซึ่งปริมาณและสัดส่วนการนำเข้า มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทผู้ผลิต โดยรถแต่ละรุ่นภาระภาษีของผู้ผลิตจะมีความแตกต่างจากการนำเข้ารถทั้งคัน ดังนี้ 1. อากรขาเข้า จะถูกจัดเก็บตามอัตราที่กรมศุลกากรกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด หรือพิกัดของชิ้นส่วนนั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคา CIF ถ้าใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศทั้งหมดก็จะไม่เสียภาษีในส่วนนี้ 2. ภาษีสรรพสามิต จะถูกจัดเก็บอัตราเดียวกับการนำเข้ารถทั้งคันจากต่างประเทศ โดยคำนวณจากราคาหน้าโรงงาน และกรมสรรพสามิตจะพิจารณารับราคาหน้าโรงงานนี้ไม่ต่ำกว่า 76% ของราคาขายปลีกที่ขายให้กับผู้บริโภค คือ ถ้าราคาขายปลีกอยู่ที่ 100 บาท (รถยนต์ไม่เกิน 2000 ซีซี) ก็จะใช้ราคาหน้าโรงงานที่ 76 บาท มาคำนวณตามสูตร “ฝังใน” เพื่อให้ได้ภาษีสรรพสามิต 3. ภาษีมหาดไทย คิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กรมสรรพากรเป็น ผู้จัดเก็บ เหมือนกรณีที่ 1 สมมุติให้รถขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี ราคารถหน้าโรงงานอยู่ที่ 100 บาท ภาษีสรรพสามิตก็จะอยู่ที่ 80.60 บาท บวกด้วยภาษีมหาดไทย 8.1 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 13.2 บาท ก็จะได้ราคาขายปลีกเท่ากับ 201.9 บาท หรือถ้าคิดในมุมกลับภาษีรวมของรถที่ผลิตในรัฐจะมีมูลค่าประมาณ 40-70% ของราคาขายปลีก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ ยิ่งปริมาตรกระบอกสูบจัดจ้าน มูลค่าภาษีก็จะสูงตาม ตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อรถที่ผลิตในประเทศ เครื่องยนต์ 1800 ซีซี ในราคา 7 แสนบาท หมายความว่า เราได้จ่ายภาษีให้รัฐประมาณ 2.8-3 แสนบาท ในขณะที่ภาษีรวมของรถนำเข้าจะคิดจากราคาแลกเปลี่ยนปลีกไม่ได้เพราะว่ายังไม่ได้รวมกำไรและค่าดำเนินการของผู้นำเข้า เพราะฉะนั้นต้องคิดจากราคาราคาซื้อ ซึ่งจะค่าภาษีอยู่ที่ประมาณ 200-300 % ของราคาต้นทุน ตัวอย่าง เช่น ถ้ารถราคา 1 ล้านบาทในต่างประเทศ เมื่อนำเข้ามาขายที่บุรีไทย จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมรวมตวง 2 ล้านบาท ดังนั้น ผู้นำเข้าจึงต้องขายที่ราคา 3 ล้านขึ้นไปเพราะต้นทุนภาระค่าธรรมเนียมที่สูงนี่เอง เพียงเท่านี้พอจะทำให้เข้าใจกันได้ว่า ทำไมเราถึงต้องซื้อรถยนต์ที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างจัดจ้านมาย แล้วภาษีทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่? ตัวเลขแท้จริงเราไม่อาจทราบได้ แต่เมื่อมองถึงมูลค่าตลาดรวมเฉพาะที่รถขายในประเทศ สมมุติยอดขายรถทั้งปีที่ 600,000 คัน (ในความจริงขายยิ่งกว่านี้) ทุกคันราคาคันละ 500,000 บาท (ห้าแสนบาท ราคาสมมุติ) มูลค่าตลาดจะเท่ากับ 300,000,000,000 บาท (สามแสนล้านบาท ยอดสมมติแต่ยอดจริงมากกว่านี้) และคิดภาษีที่ยอดต่ำสุดที่ 40% ของราคาขายหลีกเท่ากับว่ารัฐจะได้ภาษีจากประชาชนที่ซื้อรถไปทั้งสิ้น 120,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท) ระยะเวลาที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี49อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาทดังนั้นแล้วประมาณ 10% ของรายได้ภาษีที่จะนำมาจำหน่ายในงบประมาณมาจากเงินที่ปวงชนซื้อรถ แล้วรัฐเอาเงินภาษีของเราไปทำอะไรหว่า ประเทศถึงได้เจริญ ฮวบ ฮวบ อย่างนี้? “ข่าวคราวบางส่วนจากวารสาร เชฟวี่ทอล์ค”
ประกันรถ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมายืนเท้าถึงความพร้อมการผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ตามระบบรีทอร์ฟิตหรือการติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีหลังรถยนต์ผ่านกระบวนการผลิตของโรงงานแล้ว เชื่อของกินเล่นกินได้เลยว่า จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์และเชื้อเพลิงของบุรีไทย
พลัน บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ออกมายืนยันถึงความพร้อมการผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ตามระบบรีทอร์ฟิตหรือการติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีหลังรถยนต์ผ่านกระบวนการผลิตของโรงงานแล้ว เชื่อฟังขนมกินได้เลยว่า จะเกิดการปฏิวัติครั้งใหญ่ของตลาดรถยนต์และเชื้อเพลิงของเมืองไทย
ฟันธงได้เลย คราวหน้ารถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจะแลกเปลี่ยนดี ประเทศสยามจะลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศเปลี่ยนมาใช้เอ็นจีวีซึ่งเป็นพลังงานที่ผลิตได้จากอ่าวไทย เพราะ
ประการแรก ค่าขายเอ็นจีวีถูกกว่าน้ำมันและก๊าซแอลพีจีอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันเอ็นจีวีขายกิโลกรัมละ 8.50 บาทหรือ 4.47 บาทต่อลิตร ก๊าซแอลพีจีลิตรละ 9.50 บาท เบนซินลิตรละ 30 บาท แก๊สโซฮอล์ ลิตรละ 28 บาท
อดีตที่ผ่านมาช่วงปี 2517 จนถึง 2522 ยุคมรสุมกาลน้ำมันครั้งแรก น้ำมันเป็นของซื้อของขายการเมืองที่รัฐบาลใช้สืบคะแนนเสียง จึงมีการอุดหนุนราคาน้ำมันน้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่ำกว่าเบนซินหลายบาทต่อลิตร ช่วงนั้นรถเปลี่ยนเครื่องมือยนต์เบนซินเป็นเครื่องมือดีเซลมากจนกระทั่งโครงสร้างการผลิตน้ำมันสำเร็จรูปของประเทศ \”ผิดเบี้ยว\” ก่อปัญหาตามมาอีกมากมายจนรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ต้องปลดล็อกการอุดหนุนราคาดีเซล
ฉะนั้น \”ราคาเอ็นจีวี\” จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจของปรับ เปลี่ยนพฤติกรรมการยัด นอกจากนี้แคมเปญของ ปตท.ซึ่งอุดหนุนค่าติดตั้งถังก๊าซเอ็นจีวีคันละไม่เกิน 5 หมื่นบาทจะช่วยเสริมอีกแรง เท่ากับว่าเจ้าของรถยนต์ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มขึ้นมีแต่ประหยัดเงินก้อนในกระเป๋าตัวเองในระยะยาว
ประการสอง โตโยต้าออกลงมาการันตีให้ความมั่นหฤทัยด้านเทคโนโลยีกับเจ้าของรถ เพราะที่ผ่านมาเจ้าของรถมีความตึงเครียดว่า ใช้เอ็นจีวีแล้วอายุใช้งานเครื่องยนต์จะหดสั้นลง ทั้งนี้ตามข้อมูลของวิศวกรโตโยต้ามีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กนิดหน่อยปัญหานี้จะตรึกไป
กล่าวคือ จะต้องเปลี่ยนบ่าวาล์วที่ทำจากวัสดุอ่อนเป็นทำจากวัสดุแข็ง และปรับโปรแกรมจุดระเบิดของเครื่องยนต์ให้สัมพันธ์กันระหว่างน้ำมันกับก๊าซเอ็นจีวีใหม่ ปรับเพียงแค่ 2 เรื่องเท่านั้นรถยนต์ที่ใช้เอ็นจีวีจะมีประสิทธิภาพยังกับใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้โตโยต้ากำลังออกแบบเพื่อผลิตรถยนต์ใช้ก๊าซเอ็นจีวีจากโรงงานโดยตรง ซึ่งจะออกแบบให้รถมีถังบรรจุมากขึ้น แนวโน้มดีไซน์รถรุ่นใหม่จะเก็บถังเอ็นจีวีไว้เต็มใต้ท้องรถ หากแก้ไขจุดนี้สำคัญถือว่าเปอร์เฟ็กต์
เมื่อ \”ราคา\” หมายความว่าแรงผลัก ความพร้อมของเทคโนโลยีจะเป็นแรงดึงให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ แต่ปัญหายังไม่หมดเพราะสถานีบริการเอ็นจีวีคือ คอขวดใหญ่ ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของ ปตท.
คุณประเสริฐ บุญสัมพันธ์ บิ๊กบอส ปตท.บอกว่า ปี 2550 ปตท.จะให้บริการเอ็นจีวีได้ทั่วประเทศ โดยใช้แหล่งก๊าซธรรมชาติตามภูมิภาคต่างๆ เป็นจุดศูนย์กลางกลาง อาทิ แหล่งอ่าวไทย ป้อนภาคกลาง ตะวันออก ภาคตะวันตก ส่วนใต้ แหล่งกำแพงเพชร ป้อนภาคเหนือ แหล่งอุดร ป้อนภาคอีสาน
ผู้บริหาร ปตท.ย้ำอีกว่า ขณะนี้ ปตท.พละกำลังเจรจากับเจ้าที่ดินรายใหญ่หลายรายเพื่อร่วมลงทุนทำปั๊มเอ็นจีวีทั่วประเทศ โดยแปลงธรณีเป็นหุ้น ปตท.ลงเงินสดสร้างปั๊มแบ่งผลกำไรตามสัดส่วนหุ้น ทั้งนี้ที่ต้องใช้ที่ดินแปลงใหญ่เพราะต้องมีหัวจ่ายก๊าซมากจึงจะมีกำไรเพราะรถแต่ละคันใช้เวลาเติมเอ็นจีวี 10 นาที
เชื่อฟังหรือยังว่าจะมีการ \”ปฏิวัติ\”เร็วๆ นี้ แต่ไม่ใช่ยึดประภาพนะครับ เขาปฏิรูปวงการรถยนต์และเชื้อเพลิงกันฮึ่ม
คุ้นสงสัยกันบ้างไหมว่า รถยนต์ที่เราซื้อไปแต่ละคันนั้น เราได้จ่ายภาษีต่างๆ ที่รวมอยู่ในราคารถยนต์นั้นเป็นจำนวนเท่าไร เรามีข้อมูลการเก็บภาษีของภาครัฐที่จัดเก็บจากสินค้าประเภทรถยนต์มานำเสนอ ซึ่งเมื่อดูแล้วจะทราบถึงสาเหตุที่เราต้องซื้อรถยนต์ที่ราคาสูงกว่าประเทศอื่นเขา
เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า รถยนต์ที่เราซื้อไปแต่ละคันนั้น เราได้จ่ายภาษีต่างๆ ที่รวมอยู่ในราคารถยนต์นั้นเป็นจำนวนเท่าไร เรามีข้อมูลการตุนภาษีของภาครัฐที่จัดเก็บจากของซื้อของขายประเภทรถยนต์มานำเสนอ ซึ่งเมื่อดูแล้วจะทราบถึงสาเหตุที่เราต้องซื้อรถยนต์ที่ราคาสูงกว่าประเทศอื่นเขา โครงแปลงการคิดภาษีรถยนต์ในประเทศไทยจะพิภัชออกเป็น 2 ข้อความ ดังนี้
เฟอรารี่ 612 สคาเลียตติ ในเมืองไทยราคาตวง 28 ล้านบาท ขณะที่ในอังกฤษค่าประมาณ 10 ล้านบาท
กรณีที่ 1 รถนำเข้าสำเร็จรูปจากต่างประเทศ การคิดภาษีสำหรับรถนำเข้านั้น จะคิดจากราคา CIF (Cost + Insurance + Freight) ซึ่งก็คือ ราคาขายของรถ บวกด้วยค่าอากร ค่าประกันภัย และค่าขนส่งจากต่างประเทศ มาถึงที่ท่าเรื่อที่ประเทศไทย ราคา CIF นี้จะถูกระบุไว้ในเอกสารการนำเข้า ในที่นี้สมมติให้ราคา CIF เท่ากับ 100 บาท ภาษีที่ต้องจ่ายจะประกอบไปด้วย 1. อากรขาเข้า ภาษีแรกที่ผู้นำเข้าต้องจ่าย ณ ท่าเรือก่อนนำรถออกจากท่าเรือเข้ามาในประเทศในอัตรา 80% ของราคา CIF ซึ่งเท่ากับ 80 บาท 2. ภาษีสรรพสามิต ซึ่งกรมศุลกากรจะทำการเก็บภาษีนี้ พร้อมกับอากรขาเข้า ภาษีสรรพสามิตนี้จะถูกเก็บในอัตราต่างกันตั้งแต่ 30-50% ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ หรือขนาดเครื่องยนต์ (ดูตารางการคำนวณภาษีประกอบ) เช่น รถยนต์ขนาดไม่เกิน 2000 ซีซี ที่ถูกจัดเก็บในอัตรา 30%ของราคา CIF รวมกับภาษีอากรขาเข้า โดยใช้สูตรการคำนวณการจัดเก็บที่เรียกว่า “ฝังใน” คือ = (100+80)x30% 1 – (1.1×30%) 3. ภาษีมหาดไทย ชื่อภาษีมีที่มาจากภาษีที่เก็บได้นี้ถูกนำไปบริหารประเทศโดยกระทรวงมหาดไทย ซึ่งภาษีมหาดไทยจะคิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตรา 7% ของราคา CIF + อากรขาเข้า + ภาษีสรรพสามิต + ภาษีมหาดไทย ซึ่งเมื่อรวมภาษีทั้ง 4 ชนิดเข้าด้วยกันแล้ว จากราคารถสมมุติที่ 100 บาทจะกลายเป็น 287.5-428.0 บาท(ขึ้นอยู่กับความจุกระบอกสูบ) ซึ่งมูลค่าดังกล่าวนี้ยังไม่รวมอัตรากำไร และค่าดำเนินการอื่นๆ ของบริษัทผู้จำหน่าย ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะเห็นรถราคา 1 ล้านในเมืองนอกมาขายที่บ้านเราในราคา 3-4 ล้านบาท เพราะภาระภาษีมันสูงเช่นนี้นี่เอง
รถยนต์นำเข้าทั้งคัน (1) ราคานำเข้า (2)อากรนำเข้า (3)ภาษีสรรพสามิต (4)ภาษีมหาดไทย (5)ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคารถรวมภาระภาษีทั้งหมด (1)+(2)+(3)+(4)+(5)
ขนาดเครื่องยนต์ (บาท) (บาท) อัตราภาษี (บาท) (บาท) (บาท) (บาท)
ความจุกระบอกสูบไม่เกิน 2,000 ซีซี* 100 80 30% 80.60*** 8.1 18.8 287.5
ความจุกระบอกสูบ2,000 ซีซี แต่ไม่เกิน 2,500 ซีซี* 100 80 35% 102.44*** 10.2 20.5 313.14
ความจุกระบอกสูบ 2,500 ซีซี แต่ไม่เกิน 3,000 ซีซี* 100 80 40% 128.57*** 12.9 22.5 343.97
ความจุกระบอกสูบเกิน 3,000 ซีซี** 100 80 50% 200.00*** 20.0 28.0 428.0
* และมีกำลังเครื่องยนต์ไม่เกิน 220 แรงม้า ** และมีกำลังเครื่องยนต์เกิน 220 แรงม้า *** สูตรคำนวณการจัดเก็บแบบ “ฝังใน”
โตโยต้า วีโก้ ราคา 861,000 บาท มูลค่าภาษีประมาณ 3-4 แสนบาท
กรณีที่ 2 รถที่ผลิตในประเทศไทย ผู้ผลิตจะนำชิ้นส่วนรถยนต์เข้ามาจากต่างประเทศเป็นบางรายการ ซึ่งปริมาณและสัดส่วนการนำเข้า มากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทผู้ผลิต โดยรถแต่ละรุ่นภาระภาษีของผู้ผลิตจะมีความแตกต่างจากการนำเข้ารถทั้งคัน ดังนี้ 1. อากรขาเข้า จะถูกจัดเก็บตามอัตราที่กรมศุลกากรกำหนด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิด หรือพิกัดของชิ้นส่วนนั้น ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 30% ของราคา CIF ถ้าใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศทั้งหมดก็จะไม่เสียภาษีในส่วนนี้ 2. ภาษีสรรพสามิต จะถูกจัดเก็บอัตราเดียวกับการนำเข้ารถทั้งคันจากต่างประเทศ โดยคำนวณจากราคาหน้าโรงงาน และกรมสรรพสามิตจะพิจารณารับราคาหน้าโรงงานนี้ไม่ต่ำกว่า 76% ของราคาขายปลีกที่ขายให้กับผู้บริโภค คือ ถ้าราคาขายปลีกอยู่ที่ 100 บาท (รถยนต์ไม่เกิน 2000 ซีซี) ก็จะใช้ราคาหน้าโรงงานที่ 76 บาท มาคำนวณตามสูตร “ฝังใน” เพื่อให้ได้ภาษีสรรพสามิต 3. ภาษีมหาดไทย คิดที่อัตรา 10% ของภาษีสรรพสามิต เพื่อส่งให้กระทรวงมหาดไทย 4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% กรมสรรพากรเป็น ผู้จัดเก็บ เหมือนกรณีที่ 1 สมมุติให้รถขนาดไม่เกิน 2,000 ซีซี ราคารถหน้าโรงงานอยู่ที่ 100 บาท ภาษีสรรพสามิตก็จะอยู่ที่ 80.60 บาท บวกด้วยภาษีมหาดไทย 8.1 บาทและภาษีมูลค่าเพิ่ม 13.2 บาท ก็จะได้ราคาขายปลีกเท่ากับ 201.9 บาท หรือถ้าคิดในมุมกลับภาษีรวมของรถที่ผลิตในรัฐจะมีมูลค่าประมาณ 40-70% ของราคาขายปลีก ซึ่งจะขึ้นอยู่กับขนาดของเครื่องยนต์ ยิ่งปริมาตรกระบอกสูบจัดจ้าน มูลค่าภาษีก็จะสูงตาม ตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อรถที่ผลิตในประเทศ เครื่องยนต์ 1800 ซีซี ในราคา 7 แสนบาท หมายความว่า เราได้จ่ายภาษีให้รัฐประมาณ 2.8-3 แสนบาท ในขณะที่ภาษีรวมของรถนำเข้าจะคิดจากราคาแลกเปลี่ยนปลีกไม่ได้เพราะว่ายังไม่ได้รวมกำไรและค่าดำเนินการของผู้นำเข้า เพราะฉะนั้นต้องคิดจากราคาราคาซื้อ ซึ่งจะค่าภาษีอยู่ที่ประมาณ 200-300 % ของราคาต้นทุน ตัวอย่าง เช่น ถ้ารถราคา 1 ล้านบาทในต่างประเทศ เมื่อนำเข้ามาขายที่บุรีไทย จำเป็นต้องเสียค่าธรรมเนียมรวมตวง 2 ล้านบาท ดังนั้น ผู้นำเข้าจึงต้องขายที่ราคา 3 ล้านขึ้นไปเพราะต้นทุนภาระค่าธรรมเนียมที่สูงนี่เอง เพียงเท่านี้พอจะทำให้เข้าใจกันได้ว่า ทำไมเราถึงต้องซื้อรถยนต์ที่แพงกว่าประเทศอื่นๆ อย่างจัดจ้านมาย แล้วภาษีทั้งหมดเป็นจำนวนเท่าไหร่? ตัวเลขแท้จริงเราไม่อาจทราบได้ แต่เมื่อมองถึงมูลค่าตลาดรวมเฉพาะที่รถขายในประเทศ สมมุติยอดขายรถทั้งปีที่ 600,000 คัน (ในความจริงขายยิ่งกว่านี้) ทุกคันราคาคันละ 500,000 บาท (ห้าแสนบาท ราคาสมมุติ) มูลค่าตลาดจะเท่ากับ 300,000,000,000 บาท (สามแสนล้านบาท ยอดสมมติแต่ยอดจริงมากกว่านี้) และคิดภาษีที่ยอดต่ำสุดที่ 40% ของราคาขายหลีกเท่ากับว่ารัฐจะได้ภาษีจากประชาชนที่ซื้อรถไปทั้งสิ้น 120,000,000,000 บาท (หนึ่งแสนสองหมื่นล้านบาท) ระยะเวลาที่งบประมาณรายจ่ายประจำปี49อยู่ที่ 1.36 ล้านล้านบาทดังนั้นแล้วประมาณ 10% ของรายได้ภาษีที่จะนำมาจำหน่ายในงบประมาณมาจากเงินที่ปวงชนซื้อรถ แล้วรัฐเอาเงินภาษีของเราไปทำอะไรหว่า ประเทศถึงได้เจริญ ฮวบ ฮวบ อย่างนี้? “ข่าวคราวบางส่วนจากวารสาร เชฟวี่ทอล์ค”
ที่มา :http://www.quotecarinsure.com